https://www.happypornhd.com https://xnxxmovies.club black phat lady dildos her sweet pussy. favoritexxxvideos.com

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดงาน CPHI South East Asia ระดม 400 บริษัททั่วโลก เปิดประตูสู่ห่วงโซ่อุปทานยาอาเซียน รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 70 ประเทศ ที่กรุงเทพฯ

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัด CPHI South East Asia ระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด The Gateway to the ASEAN Pharma Industry งานแสดงสินค้า เทคโนโลยีและการประชุมด้านอุตสาหกรรมการผลิตยาครบวงจรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวมนวัตกรรมจากกว่า 400 บริษัททั่วโลกโชว์ศักยภาพ เปิดไฮไลต์โซนพาวิลเลี่ยนนานาชาติ 8 ประเทศ ส่องเทรนด์นวัตกรรมจากประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย เวียดนาม และอียิปต์ พร้อมพื้นที่เจรจาธุรกิจ อัปเดตความรู้ด้านวิชาการกว่า 60 หัวข้อ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 10,000 คนจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ตลอด 3 วัน


นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า ตลาดอุตสาหกรรมยาในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยสนับสนุนคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ การเพิ่มขึ้นของภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ในกลุ่มประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวระบบสาธารณสุข

การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และการใช้ยาหลักในโรงพยาบาลภายใต้หลักประกันสุขภาพของประเทศไทย ในปี 2567 อุตสาหกรรมยาของไทยมีมูลค่าประมาณ 240,000 ล้านบาท (ประมาณ 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยมีการคาดการณ์จะเติบโตในอัตราร้อยละ 6 – 7% จากปัจจัยสนับสนุนที่กล่าว ยังมีการคาดการณ์โดยหลายหน่วยงานวิจัยทางการตลาดว่าในปี 2573 อุตสาหกรรมอาจจะมีมูลค่าถึง 480,000 ล้านบาท หรือ 13.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งที่น่าจับตาคือการที่ภาครัฐ และภาคเอกชน เริ่มผลักดันการพัฒนายา การสร้างนวัตกรรมทั้งในยา Generic และยาพัฒนาใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐขับเคลื่อนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการยา
การสร้างความมั่นคงทางการยาและด้านสุขภาพ จึงถูกกำหนดเป็นนโยบายที่ภาครัฐมีขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในการเข้าสู่กลุ่มประเทศ OECD ภายใน 5 ปี การลดการพึ่งพายานำเข้า และสนับสนุนการผลิตสารตั้งต้นทางยาภายในประเทศ และเพิ่มกำลังการผลิตในบัญชียาหลักเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

จึงเป็นที่มาของการจัดงาน CPHI South East Asia งานแสดงสินค้าเทคโนโลยี นวัตกรรมที่มีเป้าหมายสำคัญคือ การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงทางการยาของประเทศไทย เพื่อช่วยขับเคลื่อนสุขภาพและเศรษฐกิจให้ก้าวไปสู่การเป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมาตรฐานการผลิตยาที่ได้มาตรฐานในระดับสากล และพร้อมแข่งขันในการเป็นผู้ผลิตยาสู่ตลาดต่างประเทศ

“ความมั่นคงทางยา ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือรากฐานของความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน จึงต้องทำหน้าที่เข้มแข็ง ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาในทุกมิติ เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางการยาอย่างยั่งยืน และเพื่อให้ “ยาไทย” คือ “ความภาคภูมิใจ” ของคนไทยทุกคน งาน CPHI South East Asia เป็นส่วนหนึ่งของ International Healthcare Week จัดขึ้นที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด The Gateway to the ASEAN Pharma Industry จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งให้อุตสาหกรรมยาไทยขับเคลื่อนไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ” นางสาวรุ้งเพชรกล่าว


เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในโลกที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Advanced Therapy Medicinal Products หรือ ATMP ซึ่งไม่ใช่แค่เพียง “ยา” ในรูปแบบเดิมที่คุ้นเคย แต่คือ “ความหวังใหม่” ในการรักษาโรคที่เคยถูกมองว่ารักษาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เซลล์บำบัด ยีนบำบัด หรือวิศวกรรมเนื้อเยื่อ บทบาทของ อย. ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้กำกับดูแล” (Regulator) ที่คอยคัดกรองความปลอดภัยเท่านั้น แต่ได้ยกระดับสู่การเป็น “ผู้อำนวยความสะดวกด้านนวัตกรรม” (Innovation Facilitator) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของภูมิภาคอย่างแท้จริง ภารกิจหลักที่ อย. กำลังดำเนินการเพื่อสนับสนุน ATMP มี 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

1.   การสร้าง “ทางด่วน” กฎระเบียบ (Regulatory Excellence) นวัตกรรมที่ซับซ้อนต้องการกฎกติกาที่ยืดหยุ่นแต่รัดกุม อย. จึงได้จัดทำกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์ และการกำหนดมาตรฐาน GMP สำหรับ ATMP โดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดยคนไทย มีมาตรฐานเดียวกับระดับโลก และสามารถก้าวสู่สนามการค้าสากลได้อย่างภาคภูมิใจ

2.   การเป็น “คู่คิด” นักวิจัยและผู้ประกอบการ (Proactive Partnership) อย. ใช้กลไก Pre-submission  Consultation เพื่อให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคก่อนการยื่นขออนุมัติจริง รวมถึงการเปิดช่องทาง Fast Track สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นความต้องการเร่งด่วนทางการแพทย์ เพื่อลดระยะเวลาและลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น โดยยังคงยึดถือความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหัวใจสูงสุด

3.   การสร้าง “ระบบนิเวศ” แห่งความเชื่อมั่น (Ecosystem of Trust) อย. ทำหน้าที่กำกับดูแลการทดลองทาง คลินิกให้เป็นไปตามจริยธรรม และมีระบบการติดตามความปลอดภัยระยะยาวหลังจากที่ยาออกสู่ตลาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ว่า นวัตกรรมเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพและ ปลอดภัยอย่างยั่งยืน


ด้าน ภก.สุรชัย เรืองสุขศิลป์ ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอุปนายก สมาพันธ์อุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน (TPMA) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยา ไม่ได้เป็นเพียงฟันเฟืองทางเศรษฐกิจ แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง” ของประเทศ ปัจจุบันตลาดยาไทยมีมูลค่ากว่า 2.4 แสนล้านบาท ท่ามกลางโอกาสนี้ ส.อ.ท. ได้วางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ไทยก้าวสู่การเป็น Regional Pharma Hub อย่างเต็มตัวผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ

1.   เปลี่ยนจาก “ผู้นำเข้า” เป็น “ผู้ผลิตเพื่อความมั่นคง” ลดการพึ่งพายานำเข้า ผลักดันให้เกิดการผลิตสารออกฤทธิ์ทางยา (API) ในประเทศ ไม่เปราะบางต่อวิกฤตโลก

2.   ยกระดับจาก “ยาพื้นฐาน” สู่ “นวัตกรรมขั้นสูง” สนับสนุนให้โรงงานยาในไทยอัปเกรดสู่มาตรฐาน PIC/S GMP ระดับสากล เพื่อให้ยาไทยไม่ได้อยู่แค่ในตลาด CLMV แต่สามารถส่งออกไปได้ทั่วโลก

3.   สร้างนิเวศอุตสาหกรรมยาที่แข็งแกร่ง ด้วยการผลักดันความร่วมมือกับภาครัฐและ BOI สร้างนิเวศการลงทุนที่เอื้อต่อการทำวิจัยและพัฒนา รวมถึงแก้กฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้สะท้อนต้นทุนคุณภาพที่แท้จริง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้และอยู่รอดอย่างยั่งยืน

ส.อ.ท. มีเป้าหมายทำให้ไทยเป็น “ฐานการผลิตยาคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ของภูมิภาค” โดยไม่ได้มองแค่การเติบโตด้านตัวเลข แต่คนไทยต้องมียาเพียงพอและปลอดภัยในทุกสถานการณ์


ดร.ภญ.พรทิพย์ วิรัชวงศ์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม มีภารกิจหลักที่นอกเหนือจากการผลิตยา คือ การสร้างความมั่นใจให้แก่ระบบสาธารณสุขไทยว่า ในทุกวิกฤตและทุกช่วงเวลา คนไทยจะต้องไม่ขาดยา ที่ผ่านมา ไทยต้องประสบกับโรคระบาด ภัยพิบัติ องค์การเภสัชกรรมมีระบบสำรองยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อให้ระบบโรงพยาบาลสามารถเดินหน้าได้โดยไม่สะดุดจากความล่าช้า เพราะยาที่ดีที่สุดจะไม่มีความหมายเลย หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ องค์การเภสัชกรรมจึงมุ่งมั่นผลิตยาชื่อสามัญคุณภาพสูงในราคาที่เป็นธรรม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐและประชาชน

ผู้สนใจเข้าร่วมงานในฐานะผู้เยี่ยมชมหรือผู้แสดงสินค้า สามารถลงทะเบียนและดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cphi.com/sea

three hunks having an interracial three way.sex kathalu angie george and natalie.
indian-porn.rocks